คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ กับ Mail Server ของคุณบ้างไหม

August 14th, 2007

คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้  กับ Mail Server ของคุณบ้างไหม
1. ส่ง
Email ติดต่อลูกค้าแล้วลูกค้าไม่ได้รับ

2. ส่ง Email ถึงช้ามากๆ ในขณะที่ ส่งจาก Free mail เช่น hotmail
หรือ yahoo หรือ gmail ลูกค้ากลับได้รับแล้ว แต่ทำไมลูกค้าที่เราส่ง Email
จาก Mail Server ของเรายังไม่ได้รับอีก

3. Attach file ช้ามากๆ

4. Email หายไปหมดใน  Inbox แล้วจะทำไงดี

5. รับ Email ใน outlook ช้ามากๆ

ถ้าคุณเจอปัญหาต่างๆเหล่านี้ถึงเวลาแล้วที่คุณจะใช้บริการของเรา ThaiMailService.com

เราพร้อมจะช่วยเหลือคุณ เพียงโทรมาปรึกษาเราได้ที่ (02) 7326915
(02)
7338662-3 ทีมงานของเรามีประสบการณ์ทางด้าน  Mail Server กว่า 5 ปี
ดูแลลูกค้ากว่า 1500 ราย

ทดสอบการใช้งานได้ฟรีครับ !!!

security mail antispam mail server

August 14th, 2007

ถ้าคุณสนใจบริการของเรา โทรมาปรึกษาเราได้ครับ (02) 7326915

มีอะไรบ้างที่แฮกเกอร์อีเมล์รู้ว่าคุณไม่รู้!

 

แฮกเกอร์มีหลากหลายวิธีที่สามารถค้นหาช่องโหว่ของระบบ หนึ่งในช่องโหว่ใหญ่ที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นอีเมล์ที่แฮกเกอร์พยายามสรรหาวิธีการผ่านเข้าสู่ระบบและยังใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้งานของแฮกเกอร์ง่ายลงจากเดิม ปัญหาอยู่ที่ว่าในเมื่อองค์กรจำเป็นต้องมีการติดต่อผ่านทางอีเมล์ทุกวัน วันละจำนวนไม่น้อย แล้วเราจะปลอดภัยจากแฮกเกอร์แค่ไหนกันเชียว ลองมาดูกันว่าผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องเอาใจใส่กับเรื่องของความปลอดภัยมากแค่ไหน ถึงจะมั่นใจได้บ้างว่าระบบในองค์กรที่ดูแลอยู่นั้นปลอดภัยเพียงพอ

 

 

ความท้าทายต่อความปลอดภัยอีเมล์

 

ระบบอีเมล์อย่างเช่น Microsoft Exchange, Lotus Notes และ GroupWise ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียว รับส่งเมล์ให้มากที่สุด รวมถึงวางเส้นทางการรับส่งเมล์นั้นให้มีประสิทธิภาพมากเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็เป็นความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย อีเมล์กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทางธุรกิจที่ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในโลก และการใช้งานมันจะยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่จริงแล้ว ปริมาณอีเมล์ที่รับส่งทั่วโลกในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 50 ล้านข้อความต่อวัน และคาดว่าในปี 2008 ปริมาณดังกล่าวจะเพิ่มเป็นสองเท่า

 

 

ความนิยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องรวดเร็วของอีเมล์ทำให้มันตกเป็นเป้าหมายที่ดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับใครก็ตามที่จ้องสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทำด้วยความพอใจผิดๆ ส่วนตัว หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน แฮกเกอร์อีเมล์รายแรกๆ พบช่องโหว่ง่ายๆ ในระบบปฏิบัติการและในโพรโตคอลสแต็คของระบบอีเมล์ จึงได้ฉวยโอกาสทำประโยชน์จากจุดอ่อนดังกล่าวเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เหล่าแฮกเกอร์และนักสร้างไวรัสนั้นได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนารูปแบบวิธีการที่สร้างสรรค์แบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ เพื่อเอาชนะการพัฒนาการของระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่มีในปัจจุบัน เกมส์แมวจับหนูยังคงดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุดง่ายๆ ด้วยการปรับปรุงเทคนิคในเชิงตั้งรับทำให้แฮกเกอร์และนักสร้างไวรัสปรับแต่งแท็คติกในความพยายาม
หลีกเลี่ยงการป้องกันเหล่านี้แล้วเข้าไปสร้างความเสียหายแก่เครือข่ายองค์กร

 

 

ช่องโหว่ของระบบอีเมล์

 

อีเมล์ได้นำเอาความสะดวกสบายและประสิทธิภาพมาสู่องค์กรอย่างเหลือคณาพอๆ กับที่มันมีช่องโหว่และความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นอยู่ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

โพรโตคอลสื่อสาร TCP & UDP

 

โพรโตคอลสื่อสารอินเตอร์เน็ตถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสอดคล้องกัน เป็นผลให้ แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่ตามธรรมชาติของโพรโตคอลเหล่านี้เข้าโจมตีองค์กร เนื่องจากโพรโตคอล TCP/IP ถูกออกแบบไว้ก่อนหน้าที่จะมีการแฮกเกิดขึ้นอย่างก้าวขวางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และผลก็คือมีช่องโหว่มากมายกระจายอยู่ในส่วนความปลอดภัยพื้นฐาน

 

 

การโจมตีในระดับแรกเป็นการค้นหาเซอร์วิสที่มีอยู่ในเครือข่ายที่ตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งต้องใช้เทคนิคจำนวนมากในการรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายทางไกล ดังเช่น

 

 

Ping Sweeps – เป็นการปิงตลอดขอบข่ายไอพีแอสเดรสขององค์กรเพื่อค้นหาเครื่องที่ทำงานอยู่ สแกนเนอร์ที่ฉลาดๆ จะอาศัยโพรโตคอลตัวอื่นมาช่วยในการค้นหาด้วย (เช่น SNMP sweep)

 

 

TCP Scans – เป็นการค้นหาพอร์ท TCP ที่เปิด (หรือรอรับข้อมูลอยู่) เป็นการค้นหาเซอร์วิสที่นักเจาะระบบสามารถนำไปใช้ การสแกนสามารถใช้วิธีเชื่อมต่อแบบ TCP ทั่วไป หรือการสแกนอย่างลับๆ โดยใช้การเชื่อมต่อแบบ half-open (เพื่อป้องกันจากถูกจับได้ว่าเข้ามา) หรือใช้การสแกนแบบ FIN (ไม่เปิดพอร์ทเลย ทดสอบแต่ว่ามีใครรอรับสัญญาณอยู่หรือไม่)

 

 

UDP Scans – เป็นการส่งขยะแพ็คเกจ UDP ไปยังพอร์ตที่ต้องการ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนมากจะตอบสนองกลับด้วยข้อความว่า ไม่สามารถเข้าถึงพอร์ทที่อยู่ปลายทางได้ซึ่งรวมทั้งไม่มีเซอร์วิสใดที่กำลังรอฟังสัญญาณอยู่ที่พอร์ทนั้นๆ การสแกนลักษณะนี้ค่อนข้างยากกว่าแบบอื่นเล็กน้อยเนื่องจาก UDP เป็นโพรโตคอลแบบไม่อาศัยการเชื่อมต่อ

 

 

OS Identification – เป็นการบ่งชี้ลักษณะเฉพาะของระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชันต่างๆ โดยส่งแพ็คเกจ TCP โดยระบบปฏิบัติการแต่ละชนิดจะมีการตอบสนองต่อสัญญาณอินพุทซึ่งมีรูปแบบเฉพาะที่แตกต่างกันทำให้แฮกเกอร
์สามารถนำมาใช้พิจารณาได้ว่าเครื่องที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นใช้ระบบปฏิบัติการอะไร และมีแอพพลิเคชันใดบ้างที่รันอยู่

 

 

 

 

แฮกเกอร์นั้นสามารถปลอมแปลงข้อมูลไอพีอย่างอิสระโดยไม่สามารถตรวจสอบได้พบ

 

 

มีการโจมตีลักษณะหนึ่งที่อาศัยประโยชน์จากความสามารถในการปลอมแปลง หรือ “Spoof” ค่าไอพีแอดเดรส ขณะที่ค่าแอดเดรสต้นทางซึ่งถูกส่งมากับทุกๆ ไอพีแพ็คเกจ ตามปกติไม่ได้ถูกใช้กำหนดเส้นทางสู่จุดหมายอยู่ ดังนั้นผู้บุกรุกจึงปลอมแปลงค่าแอดเดรสเริ่มต้น ทำให้ผู้บุกรุกสามารถหลอกเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ปลายทางว่าเป็นบุคคลอื่น

 

 

เทคนิค IP spoof ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีแบบอื่นอยู่บ่อยๆ เช่น SMURFing ที่แอดเดรสต้นทางสำหรับกระจายปิงถูกปลอม ยังผลให้เครื่องจำนวนมหาศาลนั้นปิงกลับมาที่เหยื่อที่มีแอดเดรสดังกล่าวจนตัวมันโอเวอร์โหลดในที่สุด

 

 

LDAP/Active Directory Accessibility

 

องค์กรมากมายต่างก็มีเกตเวย์สำหรับอีเมล์ขาเข้าซึ่งผูกโยงอยู่กับ LDAP หรือไดเร็กทอรีแบบอื่นเพื่อยืนยันความถูกต้องของผู้รับอีเมล์ขาเข้านั้น ถ้าแอดเดรสอีเมล์ขาเข้านั้นมีอยู่จริง อีเมล์ฉบับนั้นก็จะถูกส่งต่อไปที่แอดเดรสนั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าอีเมล์ไม่มีจริง ก็จะตอบกลับไปยังผู้ส่งเพื่อแจ้งว่าไม่มีแอดเดรสนั้นอยู่ แฮกเกอร์ฉวยโอกาสจากความสุภาพของระบบอีเมล์ดังกล่าวในการเข้าถึงแอดเดรสที่มีอยู่จริง พวกเขาจึงปล่อย Directory Harvest Attacks (DHA) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะคาดคะเนแอดเดรสที่น่าจะเป็นได้ภายในโดเมน และพยายามส่งแมสเสจเข้าไปในโดเมน ในภาวะการณ์เช่นนี้ อีเมล์เกตเวย์จะปฏิเสธแอดเดรสที่ไม่มีจริง ด้วยกระบวนการกำจัดอีเมล์ดังกล่าว ทำให้แฮกเกอร์ สแปมเมอร์ หรือผู้สร้างไวรัสทราบโดยอัตโนมัติว่าแอดเดรสที่ไม่มีการปฏิเสธกลับมาคือที่มีอยู่จริง แล้วจึงเพิ่มมันเข้าไปในฐานข้อมูลแอดเดรสที่เป็นทางการของพวกเขา

 

 

Social engineering

 

โชคไม่ดีที่การไว้เนื้อเชื่อใจกันตามธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นอันตรายต่อเทคนิค Social Engineering ที่มาจากแฮกเกอร์ ในการโจมตีดังกล่าวนี้ แฮกเกอร์อาศัยเครื่องมือพื้นๆ อย่างเช่น เครื่องมือสืบค้นในอินเตอร์เน็ตเพื่อเสาะหาแอดเดรสอีเมล์ที่มีอยู่จริงภายในองค์กร หลังจากนั้นแฮกเกอร์จะส่งอีเมล์ไปที่แอดเดรสที่รู้แล้วว่ามีจริงเพื่อให้ได้คำตอบกลับมา แฮกเกอร์จะตรวจสอบหัวข้อเรื่องอย่างละเอียดเพื่อสามารถระบุเส้นทางที่เมล์ใช้ภายในองค์กร ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ในการปรับตั้งค่าการโจมตีในระดับเครื่องหรือทางโทรศัพท์โดยใช้เทคนิคทาง Social Engineering มากขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลล๊อคอินและพาสเวิร์ด

 

 

 

 

ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับไฟร์วอลล์ว่าเป็นการป้องกันอย่างพอเพียง

 

ความเข้าใจผิดโดยทั่วไปคือไฟร์วอลล์นั้นสามารถรู้จักและป้องกันการโจมตีทางอีเมล์ได้

 

 

ไฟร์วอลล์ควบคุมการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นในเครือข่ายและตามปกติก็จะปฏิบัติงานอย่างไม่ต้องวิเคราะห์กับการสื่อสาร
ที่ผ่านเข้ามาทางพอร์ทอีเมล์พื้นฐาน (พอร์ท
25) ไปสู่เครือข่าย ผู้ดูแลไฟร์วอลล์ได้เพิ่มกฎเกณฑ์ที่ยอมให้มีการสื่อสารเฉพาะบางประเภทในระดับเครือข่ายผ่านเข้าไปในไฟร์วอลล์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ไฟร์วอลล์องค์กรธรรมดาตัวหนึ่งยอมให้การสื่อสารเมล์ผ่านไปโดยไม่มีการขัดขวางแต่อย่างใด ดังนั้นไฟร์วอลล์มักตั้งข้อสมมติฐานว่าการสื่อสารใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในพอร์ทที่ 25 เป็นอีเมล์จริงๆ ข้อสมมติฐานดังกล่าวเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ทำให้แฮกเกอร์อาจจะอาศัยพอร์ท 25 ในการโจมตี อันอาจจะนำไปสู่การยกเลิกการป้องกันใดๆ ทั้งหมดในไฟร์วอลล์ก็เป็นได้

 

 

 

 

แฮกเกอร์โจมตีได้อย่างไร

 

เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่มีใช้อยู่ในองค์กรปัจจุบันนั้นมีหลากหลายรูปแบบ บ้างก็เลือกประสิทธิภาพ ราคา ชื่อเสียง หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย เซิร์ฟเวอร์อย่างเช่น Lotus Notes และ Microsoft Exchange นั้นครอบงำตลาดอีเมล์องค์กรส่วนใหญ่ เมื่อทางบริษัทได้เลือกเมล์เซิร์ฟเวอร์มาตัวหนึ่ง สิ่งที่สำคัญก็คือแต่ละแบรนด์นั้นไม่สามารถทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ ได้ ในฐานะของแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ปฐมภูมิ เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่แตกต่างกันจะมีช่องโหว่เฉพาะตัวที่รู้จักอยู่แล้วชุดหนึ่ง ซึ่งให้โอกาสกับแฮกเกอร์มากพอที่จะค้นหาจุดอ่อนในระบบได้ เมื่อสามารถระบุจุดอ่อนได้แล้ว แฮกเกอร์จะสามารถดึงข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในเมล์เซิร์ฟเวอร์ทั้งแรคได้ในชั่วพริบตา ในส่วนต่อไปจะกล่าวถึงช่องโหว่บางประเภทที่รู้จักกันทั่วไปภายในวัฏจักรของการแฮกกิ้งและอธิบายว่าแฮกเกอร์ สามารถหาประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร

 

 

 

 

 

 

ช่องโหว่ใน IMAP และ POP

 

แฮกเกอร์ค้นพบประเด็นปัญหามากมายที่อยู่ทั้งใน IMAP และ POP ที่นำมาใช้ได้ ประเด็นที่ว่านั้นเช่น การโจมตีดิกชั่นนารีสามารถทำให้มองเห็นอีเมล์สำคัญต่างๆ ที่เก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ IMAP และ POP โดยมีเครื่องมือนับไม่ถ้วนที่สามารถทำการโจมตีที่ว่านี้ได้ และด้วยการทำงานแบบกราฟิกทำให้เครื่องมือเหล่านี้ใช้งานได้ง่ายแม้แต่กับมือสมัครเล่น การใช้ค่าพาสเวิร์ดง่ายๆ เป็นจุดอ่อนที่พบเห็นได้ทั่วไปในโพรโตคอลเหล่านี้ องค์กรมากมายไม่ได้ให้การดูแลเพียงพอกับการตั้งค่าพาสเวิร์ด ยูสเซอร์จึงมักใช้พาสเวิร์ดที่ถอดรหัสได้ง่าย ในระยะหลังจึงได้มีการตระหนักถึงข้อบกพร่องที่อยู่ในเซอร์วิสหลายๆ ตัวทั้งของ IMAP และ POP ซึ่งหากทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการโจมตีแบบอื่นๆ ด้วยเช่น buffer overflows

 

 

การโจมตีแบบ Denial of Services (DoS)

 

 

Ping of death – การส่ง fragment ที่ผิดปกติ ซึ่งเริ่มก่อนส่วนสุดท้ายของแพ็คเกจ แต่ขยายส่วนสุดท้ายของแพ็คเกจออกไป

 

 

Syn Flood – ส่งแพ็คเกจ TCP SYN (ที่ใช้เริ่มต้นการเชื่อมต่อ) อย่างรวดเร็ว ปล่อยเครื่องที่ถูกโจมตีเกิดการเชื่อมต่อจำนวนมหาศาล และก่อนทำให้ทรัพยากรในระบบถูกใช้จนหมด แล้วค่อยเริ่มต้นปล่อยการเชื่อมโยงที่ถูกต้องทิ้งไป การป้องกันแบบใหม่ต่อเหตุการณ์นี้คือ “SYN cookies” แต่ละด้านของการเชื่อมจะมีหมายเลขลำดับของตัวเองอยู่ เพื่อที่จะตอบสนองต่อ SYN เครื่องที่ถูกโจมตีจะสร้างหมายเลขลำดับพิเศษขึ้นมาหนึ่งชุดซึ่งคือ คุกกี้ของการเชื่อมต่อ หลังจากนั้นก็ให้ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่มันรู้จักเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ ซึ่งมันสามารถเรียกคืนข้อมูลการเชื่อมต่อที่ลืมแล้ว เมื่อแพ็คเกจตัวต่อไปเข้ามาจากการเชื่อมต่อที่ได้รับอนุญาต

 

 

Loop- ส่งแพ็คเกจ SYN ปลอมให้พอร์ท/แอดเดรสของต้นทาง/ปลายทางเหมือนกันทำให้ระบบพยายามทำการเชื่อมต่อ TCP ให้สำเร็จจนต้องทำงานวนลูปไม่รู้จบ

 

 

 

 

 

 

ช่องโหว่ในการคอนฟิกกูเรชั่นระบบ

 

จุดอ่อนในการปรับตั้งค่าคอนฟิกกูเรชั่นระบบขององค์กรสามารถแบ่งออกได้เป็นหัวข้อดังนี้

 

ค่าคอนฟิกกูเรชั่นตั้งต้น- ระบบส่วนใหญ่ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าพร้อมกับค่าคอนฟิกกูเรชั่นตั้งต้นพร้อมใช้งาน แต่โชคร้ายที่ พร้อมใช้งานนั้นหมายถึง พร้อมถูกโจมตีด้วยเหมือนกัน เครื่อง WinNT หรือ UNIX ที่ส่งมอบมาถูกโจมตีได้อย่างง่ายดายมาก

 

 

พาสเวิร์ด root พาสเวิร์ดตั้งต้นหรือไม่มีค่าพาสเวิร์ด น่าประหลาดใจที่เครื่องมากมายถูกคอนฟิกด้วยค่าพาสเวิร์ดผู้ดูแลระบบหรือที่เรียกว่า พาสเวิร์ด root (root password) สิ่งแรกที่ผู้บุกรุกเข้ามาในระบบทำบนเครือข่ายคือการสแกนเครื่องทั้งหมดหาเครื่องที่ไม่ได้เซตค่าพาสเวิร์ด

 

 

สร้างรูโหว่ โปรแกรมทั้งหมดสามารถปรับค่าคอนฟิกให้ทำงานในโหมดที่ไม่ปลอดภัยได้ซึ่งทิ้งรูโหว่ไว้ในระบบ ในบางครั้งผู้ดูแลระบบก็เปิดรูโหว่ไว้ในระบบอย่างไม่ตั้งใจ คำแนะนำสำหรับผู้ดูแลระบบส่วนใหญ่มักแนะนำให้ผู้ดูแลระบบปิดการใช้งานสิ่งใด
ก็ตามที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานบนเครื่องเพื่อหลีกเลี่ยงรูโหว่ดังกล่าวโชคไม่ดีที่สิ่งเหล่านี้นั้น
พูดง่ายกว่าทำเนื่องจากผู้ดูแลระบบไม่ค่อยคุ้นเคยกับการยกเลิกเซอร์วิสพื้นฐานหลายตัว

 

 

การอาศัยประโยชน์จากซอฟต์แวร์

 

บั๊กในซอฟต์แวร์ถูกฉกฉวยประโยชน์ในดีมอนเซิร์ฟเวอร์, แอพพลิเคชันของยูสเซอร์ ระบบปฏิบัติการ และสแต็ค เครือข่าย บั๊กในซอฟต์แวร์สามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะต่อไปนี้

 

 

บัฟเฟอร์โอเวอร์โฟลว์ - รูโหว่ความปลอดภัยที่คุณเคยได้อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทั้งหมดเกิดเนื่องจากปัญหานี้ ตัวอย่างที่พบเห็นทั่วไปคือ โปรแกรมเมอร์ผู้ซึ่งกำหนดจำนวนตัวอักษรที่แน่นอนไว้สำหรับล็อคอินยูสเซอร์เนม แฮกเกอร์มองหาช่องโหว่ดังกล่าวแล้วส่งค่าสตริงที่ยาวกว่าที่กำหนดไว้ รวมทั้งโค๊ดที่จะถูกดำเนินการบนเซิร์ฟเวอร์ แฮกเกอร์จะค้นหาบั๊กเหล่านี้ในหลายๆ วิธี ก่อนอื่นคือที่ซอร์ตโค๊ดสำหรับเซอร์วิสต่างๆ ที่นำไปใช้บนเน็ต แฮกเกอร์จะสำรวจโค๊ดเหล่านี้เพื่อค้นหาโปรแกรมที่มีข้อจำกัดด้านบัฟเฟอร์ หลังจากนั้นก็จะตรวจสอบทุกที่ที่โปรแกรมนั้นรอรับค่าอินพุทและพยายามโอเวอร์โฟลว์มันด้วยข้อมูลสุ่ม หากโปรแกรมเกิดการแคลชขึ้น ก็จะกลายเป็นโอกาสที่อินพุทซึ่งจัดวางโครงสร้างไว้อย่างดีนั้นยอมให้แฮกเกอร์แอบเข้ามาในระบบได้

 

 

การรวมตัวกันในแบบที่คาดไม่ถึง - ตามปกติโปรแกรมจะถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยเลเยอร์ของรหัสคำสั่งหลายๆ เลเยอร์ รวมทั้งระบบปฏิบัติการที่อยู่ล่างสุดของเลเยอร์ นักเจาะระบบสามารถส่งอินพุทที่อาจไม่มีความหมายต่อเลเยอร์หนึ่ง แต่กลับมีความหมายต่ออีกเลเยอร์หนึ่งเมื่อวางโครงสร้างไว้อย่างเหมาะสม

 

 

อินพุทที่ไม่สามารถรับค่าได้- โปรแกรมส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นให้รองรับกับอินพุทที่ถูกต้อง แต่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยคิดถึงเหตุการณ์ที่บางคนป้อนอินพุทที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของระบบ

 

 

การฉกฉวยประโยชน์จากความผิดพลาดของมนุษย์

 

ระดับความรู้ของผู้ใช้อีเมล์หลายต่อหลายคนในองค์กรนั้นเป็นหนทางที่แฮกเกอร์ใช้เสาะหาประโยชน์จากประเด็นนี้
มาปรับปรุงในจุดที่ผู้ใช้อีเมล์ส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่ผิดกับความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน คือ การไม่เปิดไฟล์ข้อมูลที่น่าสงสัยโดยเฉพาะไฟล์ .
exe ที่มาจากผู้ส่งที่ไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งหมายความว่าแฮกเกอร์กำลังถูกกดดันให้ใช้ความพยายามมากขึ้นในการหักล้างความรู้ของผู้ใช้ในการรับอีเมล์

 

 

มีกรณีตัวอย่างมากมายที่แฮกเกอร์ใช้วิธีการที่ซับซ้อนในการทำให้ยูสเซอร์เปิดดูไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์ดังวิธีการต่อไปนี้

 

 

ใช้นามสกุลซ้อนกัน ไวรัส Netsky, lovegate และ Klez มักฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่นี้ ไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือจะมีนามสกุลซ้อนกันเช่น “filename.txt.exe” เพื่อหลอกให้ยูสเซอร์ใช้งานไฟล์ดังกล่าว Netsky จะเพิ่มเว้นวรรคระหว่างนามสกุลได้มากกว่า 100 เคาะ ทำให้เหยื่อมองไม่เห็นนามสกุลที่สอง บางครั้ง NetSky ยังใช้คำสั่งบนดอส “COM” ที่ท้ายของ string เพื่อให้ดูคล้ายเว็ปแอดเดรส .COM

 

 

ไฟล์ Zip ที่มีพาสเวิร์ดป้องกัน นักเขียนไวรัสจะเข้ารหัสไวรัสไว้ในไฟล์ zip ที่มีพาสเวิร์ดป้องกันไว้และส่งไฟล์ให้กับยูสเซอร์พร้อมกับพาสเวิร์ดในข้อความที่ส่งให้ เนื่องจากไฟล์ที่เข้ารหัสไว้จะไม่ถูกสแกนไวรัสทำให้ยูสเซอร์เข้าใจว่าเขาได้รับอีเมล์ที่ปลอดภัย โชคร้ายที่ส่วนใหญ่ข้อความที่ดูเหมือนเร่งด่วนและมาจากยูสเซอร์ที่น่าไว้ใจหลายต่อหลายครั้งมักนำเราไปสู่การเปิดไฟล์แนบที่ประสงค์ร้ายได้

 

 

ลูกเล่นแบบพื้นๆ แฮกเกอร์หลายคนได้ดึงค่าอีเมล์แอดเดรสจากเซิร์ฟเวอร์ LDAP และใส่ค่าอีเมล์ในช่อง “from” ด้วยชื่อที่เหยื่อจำได้และเปิดทั้งอีเมล์และไฟล์แนบ และหลอกให้เหยื่อเข้าไปที่เว็บไซด์ แท็คติกง่ายๆ อย่างการส่งอีเมล์ที่ขึ้นต้นด้วย “re:” หรือ “Re: re: re:” ทำให้เหยื่อตายใจว่าเป็นเมล์ที่มีการส่งต่อกันเป็นทอดๆ หรืออีกแท็คติกหนึ่งคือการใส่ศัพท์เทคนิกที่ทำให้เหยื่อเชื่อว่าระบบเมล์กำลังเกิดข้อผิดพลาด MyDoom ประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้แท็คติกนี้ ส่วนหนอน Bagle มักใช้ไอคอนของไฟล์ข้อความ, แฟ้มข้อมูล และไฟล์ excel ในการทำให้โปรแกรมเริ่มทำงานโดยหวังว่ายูสเซอร์จะไม่ตรวจสอบชื่อไฟล์อย่างละเอียด ส่วนหนอน Sober.D พยายามหลอกให้ยูสเซอร์เชื่อว่ามีไฟส์อัพเดตส่งมาจากไมโครซอฟต์เพื่อป้องกันหนอน MyDoom ข้อความเหล่านี้มักมีไฟล์แนบที่ประสงค์ร้ายที่ทำงานอยู่บนความเชื่อของผู้ใช้ที่ว่าข้อความนี้ถูกส่งมากจากแหล่งที่เชื่อถือได้

 

 

การแพร่ขยายอัตโนมัติ: ภารกิจใหม่ในการโจมตี

 

แฮกเกอร์นั้นมีความฉลาดรอบรู้มากขึ้น และไม่ได้ใช้วิธีธรรมดาๆ ในการเจาะเข้าไปในเครือข่ายอีกต่อไปด้วยการทำให้เซอร์วิสนั้นทำงานผิดพลาดและเสียหาย ขณะที่แฮกเกอร์ได้แพร่ไวรัสลงไปในเครือข่ายเล็กๆ ในตอนแรกได้ด้วยความสามารถของพวกเขา ตอนนี้เรากำลังได้เห็นการโจมตีด้วยโทรจันในการแพร่ไวรัสมากขึ้นเรื่อยๆ ไปยังคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งมีความตั้งใจที่จะควบคุมเครื่องเหล่านี้ให้ทำตามความประสงค์ร้าย

 

 

Trojans

 

โทรจันเข้าในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อโดยปราศจากการตรวจับโดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของไฟล์แนบอีเมล์ที่น่าเชื่อถือ เมื่อใดที่โทรจันถูกเปิดโดยผู้รับเมล์โดยปราศจากความสงสัย นักโจมตีระบบก็จะสามารถเข้าถึงขัอมูลที่เก็บอยู่ในเครื่องที่ไม่ได้จำกัดสิทธ์ผู้ใช้ โทรจันสามารถอยู่ในรูปโปรแกรมที่ทำงานซ่อนอยู่ในคอมพิวเตอร์ หรือซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ถูกต้องปลอดภัย หมายความว่าเป็นโปรแกรมที่ยูสเซอร์ไว้ใจการทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ ที่มี ตารางต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงประเภทของโทรจันที่เป็นที่นิยมมากที่สุดที่แฮกเกอร์นำมาใช้งาน

 

 

การกระจายไวรัสด้วยโทรจัน

 

การโจมตีลูกผสมที่ใช้ทั้งโทรจันและไวรัสได้รับความนิยมมากขึ้นทุกที ตัวอย่างเช่นกรณีของไวรัส Nimba ที่นำหลากหลายวิธีการมาใช้แพร่กระจายตัวเองและจัดการกับซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสโดยใช้พฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับไวรัสทั่วไป Nimba อาศัยช่องโหว่ใน MIME header และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 8.3 ล้านเครื่องติดเชื้อ

 

 

การโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกทีนี้มาจากไวรัสที่มี SMTP engine ของตนเอง (เช่น MyDoom, Bagle.G, NetSky) การที่มี SMTP engine ในตัวนี้ทำให้ไวรัสสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ MAPI ได้ ซึ่งทำให้ตัวมันแยกตัวเองออกจากการปรับตั้งคอนฟิกกูเรชั่นและตัวสแกนไวรัสของผู้ใช้อีเมล์ที่อาจติดตั้งอยู่ภายใน

 

สภาวการณ์ของการแฮกกิ้งทั่วไป (Typical Hacking Scenario)

 

ขณะที่การโจมตีของแฮกเกอร์เกือบทั้งหมดแตกต่างกัน ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นแนวทางบ่งบอกว่าสิ่งใดบ้านที่ถูกเรียกว่าเป็นสภาวการณ์ทั่วไปของการโจมตี จำไว้ว่าการโจมตีที่องค์กรคุณเจออยู่นั้นอาจดูแตกต่างจากแนวทางด้านล่างนี้ ซึ่งวิธีการต่างๆ ที่ใช้ในการโจมตีมักมีการเปลี่ยนแปลงไปให้ทันกับเทคนิคที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย

 

 

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจข้อมูลภายนอกองค์กร

 

 

นักเจาะระบบจะพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้โดยไม่เปิดเผยตนเอง พวกเขาจะดำเนินการโดยสืบค้นข้อมูลที่เปิดเผยให้สาธารณะหรือโดยแสดงตัวเป็นยูสเซอร์ทั่วไป ในขั้นตอนนี้ คุณจะไม่สามารถตรวจหาพวกเขาเจอ นักเจาะระบบจะค้นหาว่าใครเป็นใครและสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายคุณเท่าที่จะเป็นได้ตามที่ได้ลงทะเบียนชื่อโดเมนไว้ นักเจาะระบบอาจจะเข้าไปดู DNS table ของคุณโดยใช้ ‘nslookup’, ‘dig’ หรือโปรแกรมยูทิลิตี้อื่นๆ ที่ไว้ใช้โอนย้ายข้อมูลโดเมน) เพื่อหารายชื่อเครื่องของคุณ หลังจากนั้นพวกเขาจะสืบค้นข้อมูลสาธารณะอื่นๆ เช่นเว็บไซต์สาธารณะและ FTP ไซด์ที่ซ่อนอยู่ นักเจาะระบบอาจค้นหาบทความข่าวสารและสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ เกี่ยวกับบริษัทคุณ

 

 

นอกจากนั้นนักโจมตีหลายคนจะวางขั้นตอนของ social engineering เพื่อพยายามสำรวจข้อมูลด้านนอก ยกตัวอย่างเช่น นักโจมตีอาจโทรหาพนักงานคนหนึ่งทางโทรศัพท์โดยวางตัวเป็นสมาชิกในหน่วยงานไอที หลังจากนั้นนักโจมตีอาจจะร้องขอข้อมูลส่วนตัวจากพนักงานที่ไม่ระมัดระวังตัวเป็นต้นว่า ชื่อยูสเซอร์และพาสเวิร์ด โชคร้ายที่เมื่อแสดงหลักฐานว่าได้รับอนุญาตก็มีพนักงานหลายคนกลับให้ข้อมูลตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตน ที่ผลักดันให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก

 

 

ขั้นตอนที่ 2: สำรวจข้อมูลภายในองค์กร

 

 

ขั้นตอนนี้นักเจาะระบบต้องใช้เทคนิคในการเจาะระบบที่ซับซ้อนมากขึ้นในการสแกนหาข้อมูล แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาแปอแยใดๆ ต่อระบบ พวกเขาอาจทำการกวาดปิงไปทั่วเพื่อดูว่ามีเครื่องใดบ้างที่เปิดทำงานอยู่ พวกเขาอาจสแกน UDP/TCP ไปยังเครื่องเป้าหมายเพื่อดูว่ามีเครื่องใดบ้างที่ใช้ได้ หรืออาจจะรันโปรแกรมยูทิลิตี้อย่าง “rcpinfo”, “showmount” หรือ “snmpwalk” เพื่อที่หาว่ามีข้อมูลใดบ้างที่นำมาใช้ได้ แฮกเกอร์ยังส่งอีเมล์ไปยังยูสเซอร์ปลอมแล้วรอรับข้อความแจ้งผิดพลาดเพื่อดูว่ามี hop กี่ตัวที่อยู่ในระบบเมล์ ที่ในโครงสร้างพื้นฐานบริษัทได้ตรวจสอบอีเมล์ขาเข้า และข้อมูลอื่นๆที่สามารถรวบรวมได้จากหัวข้อเรื่องของอีเมล์ ณ จุดนี้ นักเจาะระบบแค่ทำในสิ่งที่เป็นกิจกรรมตามปกติบนเครือข่าย และยังไม่ได้ทำในสิ่งใดที่เรียกว่าเป็นการ เจาะระบบ

 

 

ขั้นตอนที่ 3: ฉกฉวยโอกาส

 

 

ถึงจุดนี้ นักเจาะระบบได้ก้าวล้ำเส้นเข้ามาและเริ่มต้นฉกฉวยประโยชน์จากรูโหว่ที่เป็นไปได้ในเครื่องเป้าหมาย นักเจาะระบบอาจพยายามใช้ประโยชน์จากรูโหว่ที่รู้จักกันดีในชื่อ บัฟเฟอร์โอเวอร์โฟล์ว (buffer overflow) โดยการส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล หรืออาจเริ่มตรวจแอคเคาท์ล๊อคอินด้วยพาสเวิร์ดที่เดาได้ง่ายๆ (หรือไม่ใส่ค่าเลย) ในขั้นตอนนี้ แฮกเกอร์อาจเจาะเข้าไปได้หลายๆ ชั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงแอคเคาท์ยูสเซอร์หนึ่งได้ พวกเขาก็จะพยายามฉวยโอกาสให้ได้การเข้าถึงระบบในระดับรากหรือผู้ดูแลระบบ

 

 

ขั้นตอนที่ 4: หาที่อยู่

 

 

ในสถานะนี้ แฮกเกอร์ประสบความสำเร็จแล้วในการย่างเท้าเข้าสู่เครือข่ายของคุณโดยการแฮกเครื่องใดเครื่องหนึ่ง เป้าหมายหลักของนักเจาะระบบคือซ่อนหลักฐานในการโจมตี (ด้วยการปลอมไฟล์ล๊อกและร่องรอยต่างๆ ในการตรวจสอบ) และทำให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถกลับเข้ามาได้ใหม่ พวกเขาอาจติดตั้ง ชุดเครื่องมือเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึง และทดแทนเซอร์วิสต่างๆ ที่มีอยู่ด้วยโทรจันของพวกเขาโดยอาศัยพาสเวิร์ดอยู่ด้านใน หรือสร้างแอคเคาท์ของตนเองขึ้นมาใหม่ ระบบ SIV (System Integrity Verifier) มักตรวจพบผู้บุกรุกได้ที่จุดนี้โดยไม่มีไฟล์ระบบใดที่ถูกเปลี่ยนแปลง หลังจากนี้แฮกเกอร์จะใช้ระบบดังกล่าวเป็นบันไดไปสู่ระบบอื่นๆ เนื่องจากเครือข่ายส่วนใหญ่มีการป้องกันการโจมตีจากภายในน้อยกว่าจากภายนอก

 

 

ขั้นตอนที่ 5: ทำกำไร

 

 

ตอนนี้เรามาถึง ณ จุดที่ทำให้เกิดความเสียหายกับองค์กร ในตอนนี้นักเจาะระบบสามารถหาประโยชน์จากสถานะปัจจุบันในการโจรกรรมข้อมูลลับเฉพาะ ใช้ทรัพยากรระบบในทางที่ผิด (เช่น โจมตีเว็บไซต์อื่นๆ จากไซต์ของคุณ) หรือเปลี่ยนหน้าเว็บไซด์ โดยจะได้รับเงินตอบแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเบื้องหลัง

 

 

ในอีกสภาพการณ์หนึ่งอาจเริ่มต้นแตกต่างไปจากนี้ แทนที่จะโจมตีที่ไซด์ที่จำเพาะเจาะจง นักเจาะระบบอาจสุ่มสแกนหารูโหว่ในแอดเดรสใดๆ ในอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่างเช่น นักเจาะระบบอาจพยายามที่สแกนไปทั่วอินเตอร์เน็ตสำหรับเครื่องที่รูโหว่ที่ชื่อว่า “SendMail DEBUG” พวกเขาจะหาประโยชน์จากเครื่องที่พวกเขาพบ พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าไว้ที่คุณโดยตรงและไม่รู้ด้วยว่าคุณเป็นใคร (การโจมตีแบบนี้เรียกว่า “birthday attack” เป็นการโจมตีจากรูโหว่ความปลอดภัยทั่วไปและรายการของไอพีแอดเดรสที่ได้มา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเครื่องบางเครื่องที่มีช่องโหว่แบบใดแบบหนึ่ง)

 

 

 

ปกป้ององค์กรของคุณ

 

ขณะที่ธุรกิจหลายแห่งเพิ่มความไว้วางใจในระบบอีเมล์มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาอาจกำหนดความปลอดภัยเติบโตโดยพิจารณาจากการโจมตีด้วยอีเมล์และการโจมตีที่ระบบอีเมล์ที่มีจุดอ่อน เมื่อระบบอีเมล์องค์กรถูกปล่อยให้เป็นภาระของเครื่องมือที่ไม่ปลอดภัย แฮกเกอร์สามารถเข้าออกองค์กรและทำให้ระบบเสริมหลังขององค์กรตกอยู่ในอันตราย ทำให้การลงทุนในระบบความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องไร้ค่า ผลกระทบที่ซ่อนอยู่จากการที่ระบบความปลอดภัยถูกคุกคามมีต่อชื่อเสียง ทรัพย์สินทางปัญญา และความสามารถในการปฎิบัติตามกฏระเบียบราชการของบริษัท หนทางเดียวขององค์กรในการสร้างปราการป้องกันระบบอีเมล์ของตนคือการใช้เกตเวย์รักษาความปลอดภัยอีเมล์เพื่อล็อกระบบอีเมล์ไว้ ซึ่งมีแนวทางดังต่อไปนี้:

 

 

1. ล็อกระบบอีเมล์ไว้ที่แนวป้องกัน- การควบคุมแนวป้องกันสำหรับระบบอีเมล์เริ่มจากการนำเกตเวย์อีเมล์มาใช้ เกตเวย์อีเมล์ควรสร้างจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง พร้อมกับความสามารถในการตรวจจับผู้บุกรุกเพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อเกตเวย์

 

 

2. รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบจากภายนอก - เกตเวย์รักษาความปลอดภัยอีเมล์จำเป็นต้องทำหน้าที่รองรับการสัญจรจากระบบภายนอกทั้งหมด และทำให้มั่นใจได้ว่าการสัญจรที่ผ่านเข้ามาในระบบจะต้องถูกต้องปลอดภัย ด้วยการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงจากภายนอก แอพพลิเคชันอย่างเว็บเมล์จะถูกป้องกันจากการถูกเข้าถึงระบบภายใน

 

 

3. สอดส่องการสัญจรอีเมล์แบบเรียลไทม์ - การสอดส่องอีเมล์ทราฟิกแบบเรียลไทม์มีความสำคัญในการป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์สามารถใช้อีเมล์เพื่อการใช้ถึงระบบภายใน การตรวจจับการโจมตีและใช้ประโยชน์อีเมล์เช่น MIME ที่ผิดปกติ ที่จำเป็นต้องมีการสอดส่องดูแลอีเมล์ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

เกตเวย์รักษาความปลอดภัยอีเมล์ควรให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อไปนี้

 

 

 

ทำให้งานดูแลระบบนั้นทำได้ง่ายขึ้น: สิ่งที่สำคัญกว่าการที่เหล่าเวนเดอร์สร้างสรรค์ให้มีประโยชน์การใช้งานที่หลากหลายต่างๆ สำหรับปกป้องงานด้านต่างๆ ในเครือข่ายอีเมล์ คือ โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยอีเมล์ที่คอยปกป้ององค์กรนั้นควรที่จะสามารถปกป้องระบบอีเมล์ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ความปลอดภัยอย่างเป็นหนึ่งเดียวจำเป็นต้องถูกออกแบบสร้างขึ้นโดยตรงสำหรับการรักษาความปลอดภัยของอีเมล์ ไม่ใช่ถูกนำมาเพิ่มเติมภายหลัง

 

 

สามารถผนวกเข้ากับระบบได้ง่าย:

 

การผนวกระบบตรวจจับและป้องกันการเจาะระบบทำได้ยากหรือง่ายนั้นขึ้นอยู่กับข้อกำหนดความต้องการของคุณ อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้จะต้องไม่ทำให้เครือข่ายซับซ้อน และพวกเขาไม่ควรต้องทำให้ผู้ดูแลระบบต้องเสียเวลามากขึ้นในการจัดการมัน

 

 

ง่ายต่อการคอนฟิกกูเรชั่น: ระบบตรวจจับการบุกรุกหลายๆ ระบบนั้นยกต่อการนำมาปรับตั้งค่าให้ใช้งานได้ ระบบรักษาความปลอดภัยอีเมล์ที่ถูกออกแบบสร้างมาโดยตรงที่มีการตรวจจับและป้องกันการบุกรุกควรจะ
ง่ายต่อการปรับตั้งค่าและบริหารจัดการ พร้อมด้วยการเซตค่าโดยอาศัยความสำเร็จในงานธุรกิจเฉพาะด้าน

 

 

ที่มา http://www.dnsthailand.net

 

ความรู้เกี่ยวกับ สแปมเมล์

August 10th, 2007

หลายท่านคงเบื่อ แล้วก็อืมระอา ที่จะต้องมานั่งลบ เมล์ขยะ หรือ สแปมเมล์ ไร้สาระ ออก mail box ออกไป แต่กระนั้น มันก็ยังมาเรื่อยๆ มาทุกวัน แบบไม่รู้วันจบสิ้น ปวดหัวไม่รู้จะทำอย่างไร ทางผมมีวิธีแนะนำง่ายๆ นะครับ
ฮั่นแน่ !! อยากรู้ใช่ไหมล่ะ?  แต่บอกไว้ก่อนนะครับว่า ของฟรี จะให้ดีอย่างไร  ก็สู้แบบเสียตังค์ไม่ได้หรอกครับ